Danxia Landform ( ดินแดนกลีบกุหลาบ ) Danxia Landform คือ ปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาอันเกิดจากการกร่อนและผุพังตามธรรมชาติของหินทรายสีแดงที่ทับถมรวมกับตะกอนอื่นๆ จนเกิดเป็นพื้นที่สีแดงโดยพื้นที่บริเวณนี้จะประกอบไปด้วยหินทรายและหินกรวดยุคครีเทเชียสแต่ละพื้นที่จะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปตามสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ และเราสามารถพบเห็นปรากฏการณ์นี้ ได้ทางตอนใต้ของประเทศจีน (Zhangye,มณฑลกูซาน) และปรากฏการณ์ Danxia Landform ยังถูกจัดให้เป็นมรดกโลก เมื่อปี 2010 อีกด้วย |
วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555
Danxia Landform
สถานที่สำคัญของโลก
1. Eisriesenwelt Ice Caves (Austria)
…
ถ้ำน้ำแข็งไอส์รีเซนเวลต์ (Eisriesenwelt Ice Caves) ในภาษาเยอรมันหมายถึง “โลกแห่งน้ำแข็งยักษ์” เป็นถ้ำน้ำแข็ง หินปูน ธรรมชาติขนาดใหญ่ของประเทศออสเตรีย (เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์) ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับเมืองซาล์สเบิร์ก เป็นถ้ำน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดโลกเท่าที่มนุษย์ค้นพบในปัจจุบัน
โดยถ้ำแห่งนี้ค้นพบครั้งแรกในปี 1879 ที่สมัยนั้นคนในท้องถิ่น รู้จักมันในฐานะทางเข้าสู่นรกและไม่กล้าที่จะเข้าไปข้างใน ลักษณะข้างในถ้ำเป็นเหมือนภูเขาที่อยู่ในถ้ำและจะมีน้ำแข็งเกาะ หินงอก เต็มไปหมด เสมือนกับว่าคุณอยู่ในโลกต่างมิติยังไงอย่างงั้น จนไม่เชื่อว่านี้คือฝีมือของธรรมชาติ ถ้ำแห่งนี้มีความลึกถึง 42 กิโลเมตร (แต่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมแค่กิโลเมตรแรก)
โดยถ้ำนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวชมตั้งแต่ 1 พฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมของทุกปี โดยเปิด 9.00 น.-16.30 น. ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป แต่กระนั้นก็มีนักท่องเที่ยวกว่า 200,000 คนต่อปีมายังสถานที่แห่งนี้
2. The Richat Structure (Mauritania)

ริแชทแห่งมอริเตเนีย (เป็นประเทศในแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ) เป็นภูมิประเทศประหลาดในทะเลทรายซาทาร่าของมอริทาเนีย ได้รับความสนใจจากทั่วโลก เนื่องจากมีลักษณะดินที่แปลกตางดงาม ที่เรียกโครงสร้างนี้ว่า “Richat Structure” เป็นวงกลมขนาดใหญ่รัศมีของมันกว้างถึง 50 กิโลเมตร สามารถมองเห็นทั้งหมดได้จากทางอวกาศ (รวมไปถึงภาพถ่ายดาวเทียม) ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดโครงสร้างแบบนี้ยังคงลึกลับ บ้างก็ว่าเกิดจากผลกระทบของอุกาบาตพุ่งชนจนเกิดเป็นคลื่นที่มีรัศมีกว้าง หรืออาจเกิดจากการยกตัวและการกัดกร่อนของหิน
3. The Stone Forest (China)

อุทยานป่าหิน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในมณฑลยูนาน บริเวณทางตอนใต้ห่างจากเมืองคุนหมิง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และถูกบันทึกว่าเป็นป่าหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือพื้นที่ 350 ตารางกิโลเมตร (พื้นที่เฉพาะส่วนที่เยี่ยมชมราว 12 ตารางกิโลเมตร)
ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ป่าหินนี้เต็มไปด้วยหินปูนและต้นไม้ ที่กลายเป็นหินซึ่งลักษณะสวยงามแปลกตามากมายอายุราว 270 ล้านปี มีถ้ำ มีน้ำตก มีจุดท่องเที่ยวกว่า 200 จุด แต่เดิมบริเวณแห่งนี้อยู่ใต้ผิวน้ำ
และเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของผิวโลกหินเหล่านี้จึงถูกดันให้โผล่ขึ้น เหนือ ผิวน้ำ กลายเป็นภูมิทัศน์ที่งดงามโดดเด่น ซึ่งป่าหินคุนหมิง นับเป็นพิพิธภัณฑ์ของป่าหินทั่วโลก ซึ่งมีคุณค่ามาก
4. Blood Pond Hot Spring (Japan)

น้ำพุร้อนสีเลือด เป็นหนึ่งในบ่อน้ำพุร้อนชื่อดังของเมืองเบปปุ ในจังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู ที่เอาไว้ชมความงามมากกว่าจะใช้อาบ
โดยสถานที่แห่งนั้นเรียกอีกชื่อว่า “นรกบ่อเลือด” สาเหตุที่น้ำพุมีสีเลือดเนื่องจากมีธาตุเหล็กอยู่ในปริมาณมากนั่นเอง
5. Vale da Lua (Brazil)

หุบเขาโลกพระจันทร์ เป็นที่ราบสูงโบราณที่มีอายุเก่าแก่กว่า 1.8 พันล้านปี อยู่ห่างจากเมือง Alto Paraíso de Goiás ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ของประเทศบราซิลไปประมาณ 38 กิโลเมตร
และเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Chapada dos Veadeiros โดยพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยหินรูปร่างประหลาดแปลกตามากมาย ทำให้ดูเหมือนผิวพื้นดวงจันทร์อย่างใดอย่างงั้น
ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากการกัดเซาะของแม่น้ำ San Miguel แทรกอยู่ภายใน ซึ่งองค์การยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 2001 และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวอยากมาชมมากที่สุดในชีวิต
6. Salar de Uyuni (Bolivia)

เป็นทะเลเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีพื้นที่ถึง 10,582 กิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโบลิเวีย ใกล้ยอดของเทือกเขาแอนดีส และมีความสูง 3,656 เมตร (11,995 ฟุต) หรือระดับน้ำทะเลเฉลี่ย เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยคราบเกลือที่หลงเหลือมานานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติ ศาสตร์
ทำให้พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วย หินเกลือและยิปซัม และแร่ลิเธียม (มีมากกว่า 70% ของปริมาณแร่ลิเธียมของทั้งโลกที่ยังไม่ได้สกัด) มีการประมาณว่ามันบรรจุไว้ด้วยเกลือกว่า 10 ล้านล้านตัน มีเกลือมากจนกระทั้งกลายเป็นชั้นดินที่สามารถทำให้คนหรือรถ เดินทางลงได้อย่างสบาย นอกจากทัศนียภาพที่แปลกตาจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว มันยังใช้ประโยชน์มากมาย หนึ่งในนั้นคือมันเหมาะมากในการถูกนำไปใช้ประโยชน์ ในการตรวจสอบ และปรับแก้การวัดค่าความสูงของดาวเทียม
เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้กว้างใหญ่ พื้นผิวราบเรียบเป็นพิเศษ อีกทั้งท้องฟ้าที่ค่อนข้างเปิด ความชื้นต่ำ นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่สำคัญ ทางเศรษฐกิจของโบลิเวียเพราะแร่ลิเธียม (ใช้ทำแบตเตอรี่ไฟฟ้า) เหมือนแร่ และยังเป็นแหล่งของพืชและสัตว์แปลกๆ มากมาย (ภาพใหญ่ข้างบนปรากฏการสะท้อนแสง)
7. Kliluk, the Spotted Lake (Canada)

“สปอท เลค” เป็นทะเลสาบเกลือที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ของโอซอยออส ข้างทางหลวงหมายเลข 3 บริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา
เป็นทะเลสาบที่มีแร่ธาตุชนิดต่างๆ เข้มข้นอยู่จำนวนมาก และบางชนิดก็มีปริมาณมากที่สุดในโลกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ซัลเฟต แมกนีเซียม แคลเซียม และโซเดียม ซัลเฟต (มากที่สุดในโลก) รวมไปถึงเงินและไทเทเนียม ในฤดูร้อนแร่ต่างๆ จะเกิดการระเหย และตกผลึกเป็นเกลือส่งผลทำให้แม่นำเกิดจุด คือด้านนอกเป็นส่วนของแร่ธาตุนานาชนิด (ที่สามารถลงไปเดินสำรวจได้) ส่วนในวงกลมเป็นน้ำที่มีสีที่แล้วแต่แร่ธาตุชนิดนั้น สมัยก่อนแร่ธาตุจากที่แห่งนี้เคยถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการทำกระสุน ในสมัยสงครามโลก และปัจจุบันสถานที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ของเอกชน ทำให้เปิดให้คนนอกเข้าชมความมหัศจรรย์ของทะเลสาบแห่งนี้จำนวนจำกัด
โดยวิธีที่ดีที่สุดคือนักท่องเที่ยวจึงทำได้แค่หยุดรถแล้วมองจากราวรั้วกั้นริมถนนเท่านั้น
8. Socotra Island (Indian Ocean)

ไม่น่าเชื่อว่านี้คือเกาะบนโลกมนุษย์ เพราะว่ามันช่างเหมือนบนดาวเคราะห์ที่มีแต่สิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดจริงๆ เกาะโซโคตร้า เป็นหมู่เกาะเล็กๆ ภายใต้เยเมน
ที่ปลายติ่งแหลมของทวีปแอฟริกา อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากประเทศโซมาเลีย 250 กิโลเมตร
เป็นเกาะใหญ่ที่สุดในจำนวน 4 เกาะสังกัดหมู่เกาะ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปเมื่อ กรกฏาคม 2008 สภาพภูมิอากาศที่ร้อนอบอ้าว และแห้งแล้ง ลักษณะภูมิประเทศ ที่เป็นภูเขาอันแปลกตาแปลกใจ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยสีฟ้าและเขียวจากธรรมชาติ แต่สิ่งที่แปลกที่สุดคือมันเป็นสถานที่รวมแห่งพืชพรรณแปลกประหลาดหลายชนิด ต้นไม้รูปทรงแปลก ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่รอดได้อายุกว่า 20 ล้านปี การแยกโดดเดี่ยวทำให้เกาะโซโคตร้า มีกลุ่มพืชและสัตว์ “หนึ่งไม่มีสอง”
ในโลก 37% ในจำนวนพืช 825 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 90% และสัตว์น้ำมีเปลือกชนิดต่างๆ 95% ที่ไม่สามารถพบเห็น ม่ว่าสถานที่อื่นใดโลก เช่น ต้น “กุหลาบแห่งทะเลทราย (Desert Rose)” ต้น dragon’s blood (เลือดมังกร) ที่ว่ากันว่ามีสรรพคุณรักษาได้สารพัดโรค จึงไม่มีอะไรน่าแปลกใจที่เกาะแห่งนี้จะถูกขนามนามว่า
“กาลาปาโกสของมหาสมุทรอินเดีย”
9. Mcmurdo Dry Valleys (Antartica)


แมคเมอร์โด ไดร์ วัลเลย์ หรือหุบเขาแห้งแล้ง เป็นทะเลทรายแห้งแล้งขนาดพื้นที่กว่า 4800 กิโลเมตร ที่ตั้งอยู่ในเอนตาร์กติกา แถบขั้วโลกใต้ โดยพื้นที่แห่งนี้เป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งมากๆ ไม่มีความชื้น เป็นสถานที่แห่งเดียวที่ไม่หิมะ ไม่มีน้ำแข็งปกคลุม ชั้นหินปกคลุมไปด้วยก้อนกรวด ที่เต็มไปด้วยออกไซด์ของเหล็ก
ซึ่งก็คือ “สนิม” นั่นเอง ทำให้เกิดน้ำตกที่มีสีเหมือนเลือดขึ้น
จนไม่มีสิ่งมีชีวิตใดทั้งสิ้นอยู่ในบริเวณนี้ แต่กระนั้นทัศนียภาพในสถานที่แห่งนี้ ช่างน่าสนใจเหลือเกิน เสมือนว่าอยู่ดาวอังคาร (ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต่างพยายาม
ศึกษาบริเวณนี้ หากมีสิ่งมีชีวิตอยู่ แสดงว่าดาวอังคารน่าจะมีอยู่ด้วย โดยสิ่งที่เจอก็มีเพียงแบคทีเรียบางชนิด) นอกจากนี้ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกมากมาย
เช่น Lake Vida และ Onyx River ซึ่งเป็นแม่น้ำสยยาวของแอนตาร์กติกา
10. The Door To Hell


ประตูสู่นรก(Door to Hell) หลุมที่เต็มไปด้วยลาวาที่ไม่เคยดับ มาตลอด 35 ปี และไม่สามารถคาดเดาได้ว่ามันจะดับลงเมื่อไหร่ อีกทั้งไม่มีใครกล้าลงไปสำรวจ สถานที่นี้ตั้งอยู่ที่เมืองหนึ่งของ Darvaz ในประเทศอุซเบกิสถาน
ใครอยากเห็นมากกว่านั้นไป Google Earth ที่ 40°15′8′N 58°26′23′E
11. Mount Roraima

รัฐโรไรมา เป็นรัฐเหนือสุดและเป็นรัฐที่มีประชากรน้อยที่สุดในประเทศบราซิล ตั้งอยู่ในเขตลุ่มแม่น้ำอเมซอน อยู่ติดกับรัฐอามาโซนัสและรัฐปารา และยังติดกับประเทศเวเนซุเอลาและกายอานา โรไรนาเป็นสถานที่สวยงามโดดเด่น โดยเฉพาะจุดเด่นคือภูเขาเโรไรม่า ภูเขาที่เหมือนก้อนหินมหึมาที่สูงจนถึงก้อนเมฆ สูงกว่า 400 เมตร สูงชันทั้ง 4 ด้าน และติดกับสามชายแดนคือเวเนซูเอลา







ขอบคุณข้อมูลจาก
ถ้ำน้ำแข็งไอส์รีเซนเวลต์ (Eisriesenwelt Ice Caves) ในภาษาเยอรมันหมายถึง “โลกแห่งน้ำแข็งยักษ์” เป็นถ้ำน้ำแข็ง หินปูน ธรรมชาติขนาดใหญ่ของประเทศออสเตรีย (เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์) ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับเมืองซาล์สเบิร์ก เป็นถ้ำน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดโลกเท่าที่มนุษย์ค้นพบในปัจจุบัน
โดยถ้ำแห่งนี้ค้นพบครั้งแรกในปี 1879 ที่สมัยนั้นคนในท้องถิ่น รู้จักมันในฐานะทางเข้าสู่นรกและไม่กล้าที่จะเข้าไปข้างใน ลักษณะข้างในถ้ำเป็นเหมือนภูเขาที่อยู่ในถ้ำและจะมีน้ำแข็งเกาะ หินงอก เต็มไปหมด เสมือนกับว่าคุณอยู่ในโลกต่างมิติยังไงอย่างงั้น จนไม่เชื่อว่านี้คือฝีมือของธรรมชาติ ถ้ำแห่งนี้มีความลึกถึง 42 กิโลเมตร (แต่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมแค่กิโลเมตรแรก)
โดยถ้ำนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวชมตั้งแต่ 1 พฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมของทุกปี โดยเปิด 9.00 น.-16.30 น. ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป แต่กระนั้นก็มีนักท่องเที่ยวกว่า 200,000 คนต่อปีมายังสถานที่แห่งนี้
2. The Richat Structure (Mauritania)
ริแชทแห่งมอริเตเนีย (เป็นประเทศในแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ) เป็นภูมิประเทศประหลาดในทะเลทรายซาทาร่าของมอริทาเนีย ได้รับความสนใจจากทั่วโลก เนื่องจากมีลักษณะดินที่แปลกตางดงาม ที่เรียกโครงสร้างนี้ว่า “Richat Structure” เป็นวงกลมขนาดใหญ่รัศมีของมันกว้างถึง 50 กิโลเมตร สามารถมองเห็นทั้งหมดได้จากทางอวกาศ (รวมไปถึงภาพถ่ายดาวเทียม) ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดโครงสร้างแบบนี้ยังคงลึกลับ บ้างก็ว่าเกิดจากผลกระทบของอุกาบาตพุ่งชนจนเกิดเป็นคลื่นที่มีรัศมีกว้าง หรืออาจเกิดจากการยกตัวและการกัดกร่อนของหิน
3. The Stone Forest (China)
อุทยานป่าหิน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในมณฑลยูนาน บริเวณทางตอนใต้ห่างจากเมืองคุนหมิง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และถูกบันทึกว่าเป็นป่าหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือพื้นที่ 350 ตารางกิโลเมตร (พื้นที่เฉพาะส่วนที่เยี่ยมชมราว 12 ตารางกิโลเมตร)
ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ป่าหินนี้เต็มไปด้วยหินปูนและต้นไม้ ที่กลายเป็นหินซึ่งลักษณะสวยงามแปลกตามากมายอายุราว 270 ล้านปี มีถ้ำ มีน้ำตก มีจุดท่องเที่ยวกว่า 200 จุด แต่เดิมบริเวณแห่งนี้อยู่ใต้ผิวน้ำ
และเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของผิวโลกหินเหล่านี้จึงถูกดันให้โผล่ขึ้น เหนือ ผิวน้ำ กลายเป็นภูมิทัศน์ที่งดงามโดดเด่น ซึ่งป่าหินคุนหมิง นับเป็นพิพิธภัณฑ์ของป่าหินทั่วโลก ซึ่งมีคุณค่ามาก
4. Blood Pond Hot Spring (Japan)
น้ำพุร้อนสีเลือด เป็นหนึ่งในบ่อน้ำพุร้อนชื่อดังของเมืองเบปปุ ในจังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู ที่เอาไว้ชมความงามมากกว่าจะใช้อาบ
โดยสถานที่แห่งนั้นเรียกอีกชื่อว่า “นรกบ่อเลือด” สาเหตุที่น้ำพุมีสีเลือดเนื่องจากมีธาตุเหล็กอยู่ในปริมาณมากนั่นเอง
5. Vale da Lua (Brazil)
หุบเขาโลกพระจันทร์ เป็นที่ราบสูงโบราณที่มีอายุเก่าแก่กว่า 1.8 พันล้านปี อยู่ห่างจากเมือง Alto Paraíso de Goiás ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ของประเทศบราซิลไปประมาณ 38 กิโลเมตร
และเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Chapada dos Veadeiros โดยพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยหินรูปร่างประหลาดแปลกตามากมาย ทำให้ดูเหมือนผิวพื้นดวงจันทร์อย่างใดอย่างงั้น
ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากการกัดเซาะของแม่น้ำ San Miguel แทรกอยู่ภายใน ซึ่งองค์การยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 2001 และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวอยากมาชมมากที่สุดในชีวิต
6. Salar de Uyuni (Bolivia)
เป็นทะเลเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีพื้นที่ถึง 10,582 กิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโบลิเวีย ใกล้ยอดของเทือกเขาแอนดีส และมีความสูง 3,656 เมตร (11,995 ฟุต) หรือระดับน้ำทะเลเฉลี่ย เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยคราบเกลือที่หลงเหลือมานานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติ ศาสตร์
ทำให้พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วย หินเกลือและยิปซัม และแร่ลิเธียม (มีมากกว่า 70% ของปริมาณแร่ลิเธียมของทั้งโลกที่ยังไม่ได้สกัด) มีการประมาณว่ามันบรรจุไว้ด้วยเกลือกว่า 10 ล้านล้านตัน มีเกลือมากจนกระทั้งกลายเป็นชั้นดินที่สามารถทำให้คนหรือรถ เดินทางลงได้อย่างสบาย นอกจากทัศนียภาพที่แปลกตาจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว มันยังใช้ประโยชน์มากมาย หนึ่งในนั้นคือมันเหมาะมากในการถูกนำไปใช้ประโยชน์ ในการตรวจสอบ และปรับแก้การวัดค่าความสูงของดาวเทียม
เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้กว้างใหญ่ พื้นผิวราบเรียบเป็นพิเศษ อีกทั้งท้องฟ้าที่ค่อนข้างเปิด ความชื้นต่ำ นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่สำคัญ ทางเศรษฐกิจของโบลิเวียเพราะแร่ลิเธียม (ใช้ทำแบตเตอรี่ไฟฟ้า) เหมือนแร่ และยังเป็นแหล่งของพืชและสัตว์แปลกๆ มากมาย (ภาพใหญ่ข้างบนปรากฏการสะท้อนแสง)
7. Kliluk, the Spotted Lake (Canada)
“สปอท เลค” เป็นทะเลสาบเกลือที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ของโอซอยออส ข้างทางหลวงหมายเลข 3 บริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา
เป็นทะเลสาบที่มีแร่ธาตุชนิดต่างๆ เข้มข้นอยู่จำนวนมาก และบางชนิดก็มีปริมาณมากที่สุดในโลกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ซัลเฟต แมกนีเซียม แคลเซียม และโซเดียม ซัลเฟต (มากที่สุดในโลก) รวมไปถึงเงินและไทเทเนียม ในฤดูร้อนแร่ต่างๆ จะเกิดการระเหย และตกผลึกเป็นเกลือส่งผลทำให้แม่นำเกิดจุด คือด้านนอกเป็นส่วนของแร่ธาตุนานาชนิด (ที่สามารถลงไปเดินสำรวจได้) ส่วนในวงกลมเป็นน้ำที่มีสีที่แล้วแต่แร่ธาตุชนิดนั้น สมัยก่อนแร่ธาตุจากที่แห่งนี้เคยถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการทำกระสุน ในสมัยสงครามโลก และปัจจุบันสถานที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ของเอกชน ทำให้เปิดให้คนนอกเข้าชมความมหัศจรรย์ของทะเลสาบแห่งนี้จำนวนจำกัด
โดยวิธีที่ดีที่สุดคือนักท่องเที่ยวจึงทำได้แค่หยุดรถแล้วมองจากราวรั้วกั้นริมถนนเท่านั้น
8. Socotra Island (Indian Ocean)
ไม่น่าเชื่อว่านี้คือเกาะบนโลกมนุษย์ เพราะว่ามันช่างเหมือนบนดาวเคราะห์ที่มีแต่สิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดจริงๆ เกาะโซโคตร้า เป็นหมู่เกาะเล็กๆ ภายใต้เยเมน
ที่ปลายติ่งแหลมของทวีปแอฟริกา อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากประเทศโซมาเลีย 250 กิโลเมตร
เป็นเกาะใหญ่ที่สุดในจำนวน 4 เกาะสังกัดหมู่เกาะ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปเมื่อ กรกฏาคม 2008 สภาพภูมิอากาศที่ร้อนอบอ้าว และแห้งแล้ง ลักษณะภูมิประเทศ ที่เป็นภูเขาอันแปลกตาแปลกใจ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยสีฟ้าและเขียวจากธรรมชาติ แต่สิ่งที่แปลกที่สุดคือมันเป็นสถานที่รวมแห่งพืชพรรณแปลกประหลาดหลายชนิด ต้นไม้รูปทรงแปลก ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่รอดได้อายุกว่า 20 ล้านปี การแยกโดดเดี่ยวทำให้เกาะโซโคตร้า มีกลุ่มพืชและสัตว์ “หนึ่งไม่มีสอง”
ในโลก 37% ในจำนวนพืช 825 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 90% และสัตว์น้ำมีเปลือกชนิดต่างๆ 95% ที่ไม่สามารถพบเห็น ม่ว่าสถานที่อื่นใดโลก เช่น ต้น “กุหลาบแห่งทะเลทราย (Desert Rose)” ต้น dragon’s blood (เลือดมังกร) ที่ว่ากันว่ามีสรรพคุณรักษาได้สารพัดโรค จึงไม่มีอะไรน่าแปลกใจที่เกาะแห่งนี้จะถูกขนามนามว่า
“กาลาปาโกสของมหาสมุทรอินเดีย”
9. Mcmurdo Dry Valleys (Antartica)
แมคเมอร์โด ไดร์ วัลเลย์ หรือหุบเขาแห้งแล้ง เป็นทะเลทรายแห้งแล้งขนาดพื้นที่กว่า 4800 กิโลเมตร ที่ตั้งอยู่ในเอนตาร์กติกา แถบขั้วโลกใต้ โดยพื้นที่แห่งนี้เป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งมากๆ ไม่มีความชื้น เป็นสถานที่แห่งเดียวที่ไม่หิมะ ไม่มีน้ำแข็งปกคลุม ชั้นหินปกคลุมไปด้วยก้อนกรวด ที่เต็มไปด้วยออกไซด์ของเหล็ก
ซึ่งก็คือ “สนิม” นั่นเอง ทำให้เกิดน้ำตกที่มีสีเหมือนเลือดขึ้น
จนไม่มีสิ่งมีชีวิตใดทั้งสิ้นอยู่ในบริเวณนี้ แต่กระนั้นทัศนียภาพในสถานที่แห่งนี้ ช่างน่าสนใจเหลือเกิน เสมือนว่าอยู่ดาวอังคาร (ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต่างพยายาม
ศึกษาบริเวณนี้ หากมีสิ่งมีชีวิตอยู่ แสดงว่าดาวอังคารน่าจะมีอยู่ด้วย โดยสิ่งที่เจอก็มีเพียงแบคทีเรียบางชนิด) นอกจากนี้ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกมากมาย
เช่น Lake Vida และ Onyx River ซึ่งเป็นแม่น้ำสยยาวของแอนตาร์กติกา
10. The Door To Hell
ประตูสู่นรก(Door to Hell) หลุมที่เต็มไปด้วยลาวาที่ไม่เคยดับ มาตลอด 35 ปี และไม่สามารถคาดเดาได้ว่ามันจะดับลงเมื่อไหร่ อีกทั้งไม่มีใครกล้าลงไปสำรวจ สถานที่นี้ตั้งอยู่ที่เมืองหนึ่งของ Darvaz ในประเทศอุซเบกิสถาน
ใครอยากเห็นมากกว่านั้นไป Google Earth ที่ 40°15′8′N 58°26′23′E
11. Mount Roraima
รัฐโรไรมา เป็นรัฐเหนือสุดและเป็นรัฐที่มีประชากรน้อยที่สุดในประเทศบราซิล ตั้งอยู่ในเขตลุ่มแม่น้ำอเมซอน อยู่ติดกับรัฐอามาโซนัสและรัฐปารา และยังติดกับประเทศเวเนซุเอลาและกายอานา โรไรนาเป็นสถานที่สวยงามโดดเด่น โดยเฉพาะจุดเด่นคือภูเขาเโรไรม่า ภูเขาที่เหมือนก้อนหินมหึมาที่สูงจนถึงก้อนเมฆ สูงกว่า 400 เมตร สูงชันทั้ง 4 ด้าน และติดกับสามชายแดนคือเวเนซูเอลา
ขอบคุณข้อมูลจาก
วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555
Pamukkale & Hierapolis อุทยานมรดกโลก
Pamukkale & Hierapolis อุทยานมรดกโลก
น่าจะเป็นเพราะจำนวนมนุษย์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบกลมนี้มีมากขึ้นทุกปี ประกอบกับมีวิวัฒนาการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวยขึ้น มนุษย์จึงออกเดินทางท่องเที่ยวค้นโลกกันเป็นว่าเล่น ว่ากันว่าอีกไม่เกิน 20 ปี อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะทำเงินเป็นอันดับหนึ่ง นำหน้าอุตสาหกรรมทั้งหมดทุกประเภทของโลกอย่างไม่เห็นฝุ่น คำทำนายนี้ไม่น่าจะเกินจริงนัก เพราะดูจากข่าวความคืบหน้าของบริษัทผลิตเครื่องบินพาณิชย์ที่ต่างก็ทุ่มการวิจัยลงไปกับการทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างเครื่องบินให้ลำใหญ่ขึ้น เพื่อจุจำนวนผู้โดยสารให้ได้มากขึ้นตามความต้องการของการเดินทางของมวลมนุษยชาติที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นๆ ๆ...ทุกปี
ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวที่ออกเดินทางไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ เพิ่มขึ้น แต่สถานที่ท่องเที่ยวกลับมีจำนวนคงที่ และจะว่าไปแล้วถือว่าลดลงด้วยซ้ำ เพราะสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งปัจจุบันถูกใช้จนบอบช้ำ บางแห่งต้องเปิด-ปิดเป็นช่วงๆ เพื่อให้ธรรมชาติได้มีเวลาพักและรักษาสภาพแวดล้อมของตัวเอง อย่างเช่นในประเทศไทยกำลังจะมีมาตรการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่ปรารถนาเข้าไปเที่ยวชมตามอุทยานแห่งชาติในแต่ละปีอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้น มิใช่ปล่อยให้เข้าไปเต็มที่ตามต้องการเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติเอาไว้ เหมือนเช่นที่กำลังจะพาผู้อ่านไปชมน้ำตกหินปูนสีขาวที่ถือเป็นความอัศจรรย์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่งของโลก แต่กำลังถูกคลื่นมนุษย์และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยุคใหม่ทำลายลงอย่างน่าอนาจ หากไม่ได้รับการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างใดอย่างหนึ่ง ธรรมชาติอันพิสุทธิ์ชิ้นนี้ของโลกก็คงจะย่อยยับไป และเผลอๆ อาจไม่มีวันบำบัดให้ดีเหมือนเดิมได้อีกเลย
สถานที่ที่ผมจะพาผู้อ่านไปเที่ยวแห่งนี้อยู่ในประเทศตุรกีครับ ดินแดนแห่งสองทวีปที่มีทั้งธรรมชาติและผู้คนที่แปลกแตกต่างไปจากภูมิภาคส่วนอื่นๆ ของโลกมากมาย โดยเฉพาะธรรมชาติที่ผมเห็นว่าที่นี่มีความแปลกพิสดารและไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก คือเรียกว่าในโลกนี้มีอยู่น้อยมากนั่นเอง สถานที่แห่งนี้ก็คือ ปามุกคาเล (Pamukkale) หรือปราสาทปุยฝ้าย
ในภาษาตุรกี ปามุก แปลว่า ฝ้าย, คาเล แปลว่า ปราสาท เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเมื่อหินปูนสีขาวสะอาดหรือแคลเซียมออกไซด์ถูกธารน้ำใต้ดินที่เป็นน้ำแร่ไหลเออล้นขึ้นมาบนผิวดิน และไหลรวมกันจนเป็นลานใหญ่ กว้างประมาณ 300 เมตร ยาวกว่า 3 กิโลเมตร ก่อนจะไหลตกลงจากหน้าผาสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 100 เมตร
การไหลของน้ำแร่ที่ปามุกคาเลนี้ได้ไหลลดหลั่นลงมาเป็นชั้นๆ ราวกับน้ำตกที่ทำด้วยวิปครีม อันเกิดจากการตกตะกอนของหินปูนที่ทำปฏิกิริยากับอากาศ และจับตัวแข็งกลายเป็นแอ่งน้ำตื้นๆ มีน้ำล้นใสราวกับตาตั๊กแตน ในวันที่อากาศดีจะสะท้อนกับท้องฟ้าสีครามสดใสงามตายิ่งนัก ใครเห็นก็อยากลงไปนอนแช่ เพราะน้ำที่ขังอยู่ก็คือน้ำแร่อุ่นๆ นั่นเอง แถมบางแอ่งน้ำยังอยู่ในมุมสูง มองเห็นพื้นราบเบื้องล่างที่อยู่ต่ำลงไปลิบ...สุขอย่างบอกใครเชียวครับ ซึ่งความสุขแบบที่รู้สึกกันอย่างนี้แหละที่เป็นตัวฆ่าปามุกคาเล เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่เฮโลไปใช้ไปหาความสุขกันอย่างไม่ปรานีต่อธรรมชาตินั้น นานวันเข้าหินปูนสีขาวราวกับปุยฝ้ายก็กลายเป็นสีเหลืองอ่อนๆ ไปจนถึงสีสนิม น้ำแร่ใสๆ ที่เคยเอ่อล้นพลันก็เหือดแห้ง จะมีออกมาบ้างก็เฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิเท่านั้นที่แอ่งน้ำมีน้ำมากขึ้น ถ้ามาในช่วงฤดูร้อนจะพบว่าแอ่งน้ำเดี๋ยวนี้น้ำแห้งเกือบถาวรแล้ว ซึ่งคนที่เคยไปเห็นปามุกคาเลเมื่อราว 20 ปีที่แล้วแล้วติดใจ ปีนี้ไปอีกเพื่อรำลึกถึงความหลัง มักผิดหวังไปตามๆ กัน และต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่น่ามารำลึกความหลังกันเลย สู้ปล่อยให้ปามุกคาเล่เป็นอดีตอันสวยงามอยู่ในความทรงจำเสียยังดีกว่า เพราะภาพปามุกคาเลปัจจุบันผิดจากปามุกคาเลในอดีตอย่างเทียบกันไม่ได้ ความทรงจำดีๆ และงดงามถูกทำลายไปสิ้นแล้ว
อย่างไรก็ดี ในบริเวณพื้นที่ที่ติดกับน้ำตกหินปูนปามุกคาเล ยังมีโบราณสถานแห่งหนึ่งที่พอจะช่วยเยียวยาความผิดหวังของคนที่โหยหาอดีตอันเรืองรองและไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง หรือถ้าจะเปลี่ยนก็ขอให้เปลี่ยนไปในแนวบวก เราเดินไปเที่ยวที่นั่นกันดีกว่า
เฮียราโปลิส (Hierapolis) เป็นโบราณสถานที่ว่าครับ สถานที่อันเต็มเปี่ยมไปด้วยอดีตแห่งนี้ก่อตั้งโดยกษัตริย์ยูเมเนสที่ 2 (Eumenes II) แห่งแพร์กามุม ชื่อนี้โด่งดังมากในสมัยโบราณประมาณศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล สืบเนื่องมาจากพบว่าบริเวณนี้มีน้ำแร่ศักดิ์สิทธิ์ไหลอยู่ทั้งปีด้วยอุณหภูมิราว 33-35 องศาเซลเซียส ซึ่งคนสมัยก่อนเชื่อกันว่ามีสรรพคุณในการรักษาโรคได้สารพัด โดยเฉพาะโรคไขข้ออักเสบ จึงถูกใช้เป็นสถานที่บำบัดโรค ผู้คนเมื่อได้ยินกิตติศัพท์ว่าเป็นแหล่งรักษาโรคก็เดินทางมาใช้ จนต่อมาได้พัฒนาชุมชนเล็กๆ ให้กลายเป็นเมืองย่อมๆ ขึ้นมา นักประวัติศาสตร์ได้ทำการขุดและพบหลักฐานว่าที่นี่มีเมืองชื่อไฮเดรลา (Hydrela) ซึ่งถ้าแปลตามตัวอักษรก็หมายถึงเมืองแห่งสายน้ำ และสันนิษฐานกันว่าเมืองไฮเดรลานั้นที่แท้ก็คือเมืองเฮียราโปลิสนั่นเอง ส่วนชื่อของเมืองเฮียราโปลิส นักประวัติศาสตร์มีความเชื่อแตกออกเป็น 2 กระแส ทางหนึ่งเชื่อว่ามาจากชื่อของสตรีผู้หนึ่งที่มีบทบาทสูงในยุคนั้น ส่วนอีกกระแสเชื่อว่ามาจากรากศัพท์ที่แปลว่า เมืองศักดิ์สิทธิ์อันแสนสุข คือ Hiera และ Holy
เนื่องจากเมืองเฮียราโปลิสในอดีตมีชื่อเสียงเรื่องความงามของหินอ่อน และได้รับอิทธิพลจากทั้งกรีกและโรมันโบราณที่ผลัดกันเข้ามาครอบครอง ซึ่งได้ทิ้งหลักฐานทางโบราณคดีไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษามากมาย โดยเฉพาะวิหารและหลุมศพโบราณที่ทำด้วยหินล้วนๆ
ชาวโลกในอดีตใช้บริเวณนี้เป็นที่พักพิงติดต่อกันมานานเกือบ 1,500 ปีก็เสื่อมความนิยม เหตุเพราะได้เกิดแผ่นดินไหวหลายครั้งและการรุกรานของพวกเติร์ก จนหลังปี ค.ศ. 1334 ผู้คนอพยพหนีหายไปอยู่ที่อื่นกันหมด ไม่มีคนกล้าอาศัยอยู่ที่นี่อีก บ้านเรือนในยุคนั้นจึงเหลือเป็นเพียงซากปรักหักพังอยู่เกลื่อนทุ่งไปทั่ว ทั้งกำแพงเมือง โรงอาบน้ำโรมัน วิหารอะพอลโล โรงละคร และซากหลุมศพ รวมทั้งโบสถ์สมัยไบเซนไทน์
การมาเที่ยวชมปามุกคาเลและเมืองโบราณเฮียราโปลิสจึงควรให้เวลานานสักหน่อย เพราะทั้งสองแห่งมีความสวยงามทางธรรมชาติและคุณค่าทางสถาปัตยกรรมที่หาชมได้ยากในภูมิภาคอื่นของโลก และคงด้วยความคิดเช่นนี้กระมังที่ทำให้กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกจำนวนมากไปในที่สุด อันเป็นผลให้มีนักลงทุนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ขอสัมปทานจากรัฐบาลตุรกี สร้างรีสอร์ตและสปาให้อยู่ใกล้กับปามุกคาเลและซากโบราณสถานมากที่สุด นัยว่าเพื่ออำนวยความสะดวกสบายแบบสุดๆ ให้กับนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักทั้งหลาย
โรงแรมที่ว่านี้ชื่อ “โรงแรมปามุกคาเล” ไฮไลต์ของโรงแรมฯ คือการนำบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในอดีตมาดัดแปลงเป็นสระว่ายน้ำที่เป็นน้ำแร่ธรรมชาติกลางแจ้งขนาดใหญ่ ใต้น้ำใสปิ๊งยังคงทิ้งเสาโรมันของแท้ที่หักพังระเกะระกะไว้ให้ตื่นตาตื่นใจเล่น ยามจินตนาการว่ากำลังว่ายน้ำอยู่ในยุคก่อนคริสตกาล หรือย้อนหลังไปเป็นพันๆ ปี
นอกจากจะมีโรงแรมบนยอดปามุกคาเลแล้ว ยังมีการลงทุนสร้างรีสอร์ตและสปาผุดขึ้นอีกมากมายรอบๆ เชิงเขาบริเวณใกล้กับฐานของปามุกคาเล แต่ละรีสอร์ตและสปาต่างก็พยายามสูบสายน้ำแร่เข้าไปใช้ในรีสอร์ตโดยตรงเพื่อให้แขกที่เข้าพักประทับใจ แต่ผลที่ตามมาคือ ธารน้ำแร่ที่มีอยู่อย่างจำกัดได้เหือดแห้งไปในบางช่วงเวลา ประกอบกับไม่มีการจำกัดเขตให้นักท่องเที่ยวเดินชมแอ่งน้ำที่เป็นหินปูนสีขาวบริสุทธิ์ ทำให้เกิดความสกปรกที่มาพร้อมกับจำนวนคนมากมายจนเกินความสามารถของธรรมชาติที่จะรองรับได้ เนื่องมาจากความเชื่อในเรื่องของการรักษาโรคแท้ๆ ทำให้นักท่องเที่ยวบางคนตั้งใจไปถอดรองเท้าเดินย่ำน้ำ บางคนถึงกับถอดเสื้อผ้าลงไปนอนแช่ในน้ำแร่อุ่นๆ อย่างสบายใจ เมื่อทำแบบนี้มากๆ เข้าก็ทำให้แอ่งน้ำหินปูนที่เคยเป็นสีฟ้าใสแจ๋วเหือดแห้งลง และมีคราบของความสกปรกเป็นตะไคร่จับตามพื้นและขอบบ่อ บางแห่งกลายจากสีขาวเป็นสีสนิม เพราะเกิดจากคราบไคลของไขมันในร่างกายของนักท่องเที่ยวนั่นเอง
เหตุการณ์อันน่าตระหนกนี้ทำให้รัฐบาลตุรกีและองค์กรยูเนสโกได้เข้ามาจัดระเบียบการทำธุรกิจท่องเที่ยวบริเวณนี้เสียใหม่ก่อนที่ความอัศจรรย์ทางธรรมชาติและโบราณสถานจะพังพินาศไป รัฐบาลตุรกีสั่งปิดถนนเส้นที่ตัดขึ้นไปส่งนักท่องเที่ยวจนเกือบจะชิดกับแอ่งน้ำเลยทีเดียว และห้ามรถบัสใหญ่จอดใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวด้วย ถ้านักท่องเที่ยวต้องการเข้าไปชมต้องใช้วิธีเดินเข้าไปอย่างเดียวด้วยระยะทางราว 1,500 เมตรบนเส้นทางที่กำหนด และสั่งย้ายโรงแรมปามุกคาเลออกไปจากพื้นที่ทันที ซึ่งกว่ารัฐบาลตุรกีจะจัดการย้ายโรงแรมเจ้าปัญหานี้ออกไปได้ก็ใช้เวลานานหลายปีทีเดียว เพราะติดในแง่ของกฎหมายการลงทุนของเอกชน และมาตรการสุดท้ายคือการกำหนดเขตให้นักท่องเที่ยวเดินลุยน้ำแร่อุ่นๆ เล่นในแอ่งหินปูนอย่างมีขอบเขตแน่นอน ไม่ปล่อยเสรีเหมือนเช่นในอดีตอีกต่อไป พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยสอดส่องกวดขันนักท่องเที่ยวที่ชอบฝ่าฝืน ซึ่งก็ยังมีให้เห็นเป็นพักๆ ทั้งๆ ที่มีประกาศขอความร่วมมือเอาไว้ชัดเจนแล้วก็ตาม
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อช่วยให้ลมหายใจของปราสาทปุยฝ้ายได้มีชีวิตต่อ และค่อยๆ ฟื้นเอาความสวยงามดังเดิมกลับคืนมาอีกครั้ง ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาร่วม 100 ปีทีเดียว...


วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555
หอดูดาวอาเรซีโบ
หอดูดาวอาเรซีโบ (อังกฤษ: Arecibo Observatory) เป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองอาเรซีโบทางตอนเหนือของเปอร์โตริโก ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ร่วมกับมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation, NSF) ของสหรัฐอเมริกา ภายใต้หน่วยงานที่ชื่อว่า "ศูนย์ดาราศาสตร์และชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์แห่งชาติ" (National Astronomy and Ionosphere Center, NAIC)
กล้องโทรทรรศน์วิทยุที่นี่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ยาว 305 เมตร เป็นกล้องโทรทรรศน์เดี่ยวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยสร้างขึ้นมาโครงการก่อสร้างเริ่มต้นนำเสนอตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 โดยศาสตราจารย์ วิลเลียมส์ อี. กอร์ดอน แห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ เพื่อที่จะใช้ศึกษาบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์ของโลก แต่ได้ขยายขอบเขตของโครงการออกไป การก่อสร้างเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 เริ่มเปิดใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506
เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2517 หอดูดาวแห่งนี้ได้ส่งสัญญาณวิทยุขนาด 1,679 บิต (ประมาณ 205 ไบต์) ที่มีชื่อว่า "ข้อความอาเรซีโบ" ขึ้นสู่อวกาศไปยังกระจุกดาวเอ็ม 13 ที่อยู่ห่างจากโลก 25,000 ปีแสงเป็นข้อมูลกราฟิกขนาด 23 คูณ 73 จุด ซึ่งออกแบบโดย ดร. แฟรงก์ เดรก และคาร์ล เซแกน สื่อความหมายถึงระบบตัวเลข ธาตุเคมี ดีเอ็นเอ และระบบสุริยะ เป็นสัญลักษณ์ของก้าวสู่ยุคอวกาศของโลก และคาดหวังว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากนอกโลกได้รับสัญญาณนี้และส่งสัญญาณตอบมาในอนาคต
หอดูดาวแห่งนี้มีการปรับปรุงเครื่องมืออุปกรณ์มาตลอดอายุการใช้งาน ครั้งสำคัญคือเมื่อ พ.ศ. 2517 และ พ.ศ. 2540 และใช้เป็นแหล่งข้อมูลของโครงการ SETI@home ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542
กล้องโทรทรรศน์วิทยุอาเรซีโบเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง Goldeneye (ชื่อไทย: พยัคฆ์ร้าย 007 รหัสลับทลายโลก) ออกฉายใน พ.ศ. 2538 และเรื่อง Contact (ชื่อไทย: อุบัติการณ์สัมผัสห้วงเวลา) ออกฉายใน พ.ศ. 2540 และเป็นฉากหลังในนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง 2010: Odyssey Two (ชื่อไทย: 2010 จอมจักรวาล) ของอาร์เทอร์ ซี. คลาร์ก (แต่ในการถ่ายทำภาพยนตร์ในปี พ.ศ. 2525 ได้เปลี่ยนสถานที่เป็นเวรีลาร์จอาร์เรย์แทน)
กล้องโทรทรรศน์วิทยุที่นี่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ยาว 305 เมตร เป็นกล้องโทรทรรศน์เดี่ยวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยสร้างขึ้นมาโครงการก่อสร้างเริ่มต้นนำเสนอตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 โดยศาสตราจารย์ วิลเลียมส์ อี. กอร์ดอน แห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ เพื่อที่จะใช้ศึกษาบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์ของโลก แต่ได้ขยายขอบเขตของโครงการออกไป การก่อสร้างเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 เริ่มเปิดใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506
เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2517 หอดูดาวแห่งนี้ได้ส่งสัญญาณวิทยุขนาด 1,679 บิต (ประมาณ 205 ไบต์) ที่มีชื่อว่า "ข้อความอาเรซีโบ" ขึ้นสู่อวกาศไปยังกระจุกดาวเอ็ม 13 ที่อยู่ห่างจากโลก 25,000 ปีแสงเป็นข้อมูลกราฟิกขนาด 23 คูณ 73 จุด ซึ่งออกแบบโดย ดร. แฟรงก์ เดรก และคาร์ล เซแกน สื่อความหมายถึงระบบตัวเลข ธาตุเคมี ดีเอ็นเอ และระบบสุริยะ เป็นสัญลักษณ์ของก้าวสู่ยุคอวกาศของโลก และคาดหวังว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากนอกโลกได้รับสัญญาณนี้และส่งสัญญาณตอบมาในอนาคต
หอดูดาวแห่งนี้มีการปรับปรุงเครื่องมืออุปกรณ์มาตลอดอายุการใช้งาน ครั้งสำคัญคือเมื่อ พ.ศ. 2517 และ พ.ศ. 2540 และใช้เป็นแหล่งข้อมูลของโครงการ SETI@home ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542
กล้องโทรทรรศน์วิทยุอาเรซีโบเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง Goldeneye (ชื่อไทย: พยัคฆ์ร้าย 007 รหัสลับทลายโลก) ออกฉายใน พ.ศ. 2538 และเรื่อง Contact (ชื่อไทย: อุบัติการณ์สัมผัสห้วงเวลา) ออกฉายใน พ.ศ. 2540 และเป็นฉากหลังในนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง 2010: Odyssey Two (ชื่อไทย: 2010 จอมจักรวาล) ของอาร์เทอร์ ซี. คลาร์ก (แต่ในการถ่ายทำภาพยนตร์ในปี พ.ศ. 2525 ได้เปลี่ยนสถานที่เป็นเวรีลาร์จอาร์เรย์แทน)
อ้างอิง
- ^ Frederic Castel (2000-05-08). "Arecibo: Celestial Eavesdropper". Space.com. http://www.space.com/scienceastronomy/astronomy/arecibo_profile_000508.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-09-02.
- ^ "Description of Engineering of Arecibo Observatory". Acevedo, Tony (June 2004). http://www.naic.edu/public/descrip_eng.htm. เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-05-05.
วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555
10 สถานที่ที่สวยที่สุดในโลกที่ไม่ควรพลาด
Skardu Valley
ในประเทศปากีสถาน ครอบคลุมพื้นที่ 26,000 ตารางเมตร สถานที่ที่ทำให้นึกถึงสวรรค์
Shangrila, ปากีสถาน

สถานที่ที่เป็นที่รู้จักว่าเป็นสวรรค์บนโลก ท่ามกลางยอดเขาที่สูงที่สุด ล้อมรอบด้วยต้นไม้และดอกไม้
Lake Saiful Malok, ปากีสถาน

ความงามที่อยู่ใกล้กับเมืองแห่งหุบเขาทางเหนือสุดของ Kaghan ใกล้ๆ กับ Naran มีนิยายที่ชื่อว่า Saiful Muluk เขียนโดย Mian Muhammad Bakhsh กวีอันมีชื่อเสียง กลอนนี้มีเรื่องราวเกี่ยวกับทะเลสาบแห่งนี้ ที่เป็นความสุดยอด
The Grand Canyon, สหรัฐอเมริกา

*** ้ำโคโรราโด รัฐแอริโซนา ในสหรัฐอเมริกา ในพื้นที่ที่มีความยาว 277 ไมล์ และกว้าง 4 - 8 ไมล์ ทางน้ำลึกระหว่างหุบเขาที่เกิดจาก *** ้ำโคโรราโดตั้งแต่ 6 ล้านปีก่อน
The great Barrier Reef, ออสเตรเลีย

สถานที่หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ The great Barrier Reef ถือเป็นแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่ 300,000 ตารางกิโลเมตร มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตทั้งเต่าทะเล วาฬ โลมา
หอยและปลาหมึกกว่า 4,000 ชนิด และปลา 1,500 สปีชี่
Cape Town, แอฟริกาใต้

เมืองที่สวยที่สุดของแอฟริกา มีทิวทัศน์ทางธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด มรดกทางสถาปัตยกรรม Rhodes Memorial และชายหาดที่เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว
ทัชมาฮาล, อินเดีย

อีกหนึ่งสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ของโลก สร้างโดยกษัตริย์ Shah Jahan เพื่อระลึกถึงราชินี Mumtaz Mahal ความสวยงามที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสถาปัตยกรรม Mughal
Canadian Rockies, แคนาดา

ดินแดนมหัศจรรย์และความสนุกสนานของนักท่องเที่ยว อยู่ทางตะวันตกของแคนาดา มีอุทยานแห่งชาติถึง 5 แห่ง การปีนเขาถือเป็นเรื่องที่น่าท้าทาย
มาชู ปิกชู, เปรู

เมืองสาบสูญแห่งอินคา เป็นซากอารยธรรมโบราณของชาวอินคา ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงในประเทศเปรู
ปิรามิด, อียิปต์

อนุสรณ์สถานของสิ่งก่อสร้างฐานสี่เหลี่ยม และก่อให้สูงขึ้นเพื่อให้เป็นรูปสามเหลี่ยม จนปัจจุบันมีประมาณปิรามิด 118 แห่งที่ถูกค้นพบ
ที่มา http://www.tiptoptens.com/2011/01/15/10-most-beautiful-places-of-the-world/
Shangrila, ปากีสถาน
สถานที่ที่เป็นที่รู้จักว่าเป็นสวรรค์บนโลก ท่ามกลางยอดเขาที่สูงที่สุด ล้อมรอบด้วยต้นไม้และดอกไม้
Lake Saiful Malok, ปากีสถาน
ความงามที่อยู่ใกล้กับเมืองแห่งหุบเขาทางเหนือสุดของ Kaghan ใกล้ๆ กับ Naran มีนิยายที่ชื่อว่า Saiful Muluk เขียนโดย Mian Muhammad Bakhsh กวีอันมีชื่อเสียง กลอนนี้มีเรื่องราวเกี่ยวกับทะเลสาบแห่งนี้ ที่เป็นความสุดยอด
The Grand Canyon, สหรัฐอเมริกา
*** ้ำโคโรราโด รัฐแอริโซนา ในสหรัฐอเมริกา ในพื้นที่ที่มีความยาว 277 ไมล์ และกว้าง 4 - 8 ไมล์ ทางน้ำลึกระหว่างหุบเขาที่เกิดจาก *** ้ำโคโรราโดตั้งแต่ 6 ล้านปีก่อน
The great Barrier Reef, ออสเตรเลีย
สถานที่หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ The great Barrier Reef ถือเป็นแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่ 300,000 ตารางกิโลเมตร มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตทั้งเต่าทะเล วาฬ โลมา
หอยและปลาหมึกกว่า 4,000 ชนิด และปลา 1,500 สปีชี่
Cape Town, แอฟริกาใต้
เมืองที่สวยที่สุดของแอฟริกา มีทิวทัศน์ทางธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด มรดกทางสถาปัตยกรรม Rhodes Memorial และชายหาดที่เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว
ทัชมาฮาล, อินเดีย
อีกหนึ่งสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ของโลก สร้างโดยกษัตริย์ Shah Jahan เพื่อระลึกถึงราชินี Mumtaz Mahal ความสวยงามที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสถาปัตยกรรม Mughal
Canadian Rockies, แคนาดา
ดินแดนมหัศจรรย์และความสนุกสนานของนักท่องเที่ยว อยู่ทางตะวันตกของแคนาดา มีอุทยานแห่งชาติถึง 5 แห่ง การปีนเขาถือเป็นเรื่องที่น่าท้าทาย
มาชู ปิกชู, เปรู
เมืองสาบสูญแห่งอินคา เป็นซากอารยธรรมโบราณของชาวอินคา ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงในประเทศเปรู
ปิรามิด, อียิปต์
อนุสรณ์สถานของสิ่งก่อสร้างฐานสี่เหลี่ยม และก่อให้สูงขึ้นเพื่อให้เป็นรูปสามเหลี่ยม จนปัจจุบันมีประมาณปิรามิด 118 แห่งที่ถูกค้นพบ
ที่มา http://www.tiptoptens.com/2011/01/15/10-most-beautiful-places-of-the-world/
วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ธารน้ำแข็งที่ไหลเร็วที่สุดในโลก
Ilulissat Icefjord (อิลูลิสซัต ไอซ์ฟยอร์ด) สุดยอด ธารน้ำแข็ง ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของกรีนแลนด์ อยู่ทางตอนเหนือของอาร์คติค เซอร์เคิล ไป 250 กิโลเมตร เป็นปากทางสู่ทะเลของ ธารน้ำแข็ง Sermeq Kujalleq ซึ่งเป็นหนึ่งใน ธารน้ำแข็งที่ไหลเร็วที่สุดในโลก (19 เมตรต่อวัน) และมีการเคลื่อนไหวมากที่สุดในโลก ธารน้ำแข็ง แห่งนี้ทำให้เกิดน้ำแข็งเกิดการแตกตัวถึง 35 ลูกบาศก์กิโลเมตรต่อปี หรือ 10% ของน้ำแข็งแตกในกรีนแลนด์ทั้งหมด และมากกว่า ธารน้ำแข็ง อื่นๆ รอบแอนตาร์กติกา
จากการศึกษาข้อมูลกว่า 250 ปี ทำให้เราเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและศาสตร์ที่เกี่ยวกับธารน้ำแข็ง การรวมตัวของแผ่นน้ำแข็งยักษ์และเสียงกึกก้องจากการเคลื่อนที่ของกระแสธารน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว กระทบและแตกตัวสู่ฟยอร์ดซึ่งถูกปกคลุมด้วยก้อนน้ำแข็ง ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ ธารน้ำแข็งที่ไหลเร็วที่สุดในโลก อันน่าตื่นตา สะกดใจ!
ธารน้ำแข็งที่ไหลเร็วที่สุดในโลก
ธารน้ำแข็งที่ไหลเร็วที่สุดในโลก แห่ง กรีนแลนด์
ที่มา : whc.unesco.org
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)